Category: กลอนฉันทลักษณ์

สตรี คือ ศัตรู

สตรีคือศัตรู   เหล่าริปูผองไพรินทร์
คราใดบุรุษกิน   สราลับกับข้าวหาย
ทั้งที่เธอมิดื่ม    แต่ปลาบปลื้มมิรู้วาย
แหมถั่วมั่วสบาย    มิขาดสายขบเคี้ยวกลืน

ซดเหล้าโดยเปล่าดาย    แสนระคายจนสุดฝืน
โซดาคือตัวยืน    กับข้าวอื่นก็หมดไป
ผัดเผ็ดรสเด็ดขาด    น่าอนาถเธอกินได้
น้ำแข็งสิถังใหญ่   เธอเคี้ยวเล่นเป็นความเพลิน

โอ้โอ๋ อนิจจา   ช้ำอุรา ข้าเหลือเกิน
จนสุดจะสรรเสริญ   เสนอพจน์รจนา
คราใดเข้าวงเหล้า    เธอก็เฝ้าจำนรรจา
ปากพูดและมือคว้า    แม้ปลาร้าก็ตัดชิม

จึงควรจะสังเวช    เรอทุเรศเมื่อเธออิ่ม
เมากับสลับยิ้ม    ขณะชายระคายเคือง
อิ่มเหล้าแต่หิวข้าว    อุระร้าวเพราะหมดเปลือง
ท้องนางขนาดเขื่อง    บรรจุหมดกำสรดตรม

สตรีคือศัตรู บุรุษรู้มิชื่นชม
อกไหม้และไส้ขม    มิจ่ายตังค์นั่งคอเอียง
จำไว้ บุรุษเอ๋ย   จงละเลยและบ่ายเบี่ยง
ชวนไปก็ได้เพียง   แค่เพื่อนกินสิ้นโศกเอย


กาพย์ยานี 11 ของ Super Junior

ฮยอกแจเป็นดั่งดาวสุกสกาวในความฝัน
ทอแสงดั่งดวงจันทร์ที่ฉันนั้นอยากได้เจอ
หากวันใดได้พบที่ประสบคงพร่ำเพ้อ
ฉันคงหลงละเมออยากเจอเธออยู่ร่ำไป

ทั้งโลกดูสดใสเมื่อหัวใจมีซองมิน
น่ารักเป็นอาจิณอยากเจอมินอยู่ร่ำไป
ท่าทางเขาน่ารักใครก็มักอยากอยู่ใกล้
มองเขาแล้วสดใสโลกทั้งใบสีชมพู

ซูพอจูนีออใครกันหนอขรึมหนักหนา
แก้มป่องทุกเวลาอยู่เมกามาห้าปี
กลับมาเกาหลีใต้เพื่อนคนใหม่ขึ้นต้น'ฮี'
รู้ไหมเขาคนนี้คือคนที่ชอบคิบอม

ฝูงลิงทั้งสิบสามมีสีครามประจำวง
น่ารักและซื่อตรงใครเห็นคงหลงละเมอ
พวกเขาชอบซุกซนวิ่งวุ่นจนแฟนคลับเบลอ
แต่ฉันก็ยังเผลอคิดถึงเธอทุกเวลา

การเที่ยวยามค่ำคืนคือการยืนมองท้องฟ้า
มองดูเหล่าดาราเพื่อเตือนว่าฉันเป็นใคร
เป็นเพียงจุดน้อยน้อยที่ไม่ด้อยไปกว่าใคร
และอยากเก็บหัวใจของเธอไว้ตลอดกาล

กาพย์ยานี 11 กลอนวันแม่

สองมือเลี้ยงลูกมา หวังแค่ว่าเป็นคนดี
สองมือที่คอยตี อยากให้ดีอยากให้จำ
สองมือที่ส่งเสีย ให้ได้เรียนมีงานทำ
สองมือที่เฝ้าค้ำ ลูกจะจำจะใส่ใจ

รักแม่เท่ากับฟ้า รักยิ่งกว่าการบินไทย
รักแม่สุดหัวใจ ไม่มีใครมาเทียบได้
รักแม่กว่าชีวิต ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนใจ
รักแม่กว่าใครๆ ทั้งหัวใจมอบให้แม่
(Justin: http://poem.meemodel.com)

ดาวลวง

๐๐ราตรีที่เนิ่นนานรัตติกาลที่ยาวไกล
ฉุดลากกระชากใจให้หวั่นไหวในเอกา
น้ำตาเริ่มท่วมท้นความหมองหม่นยลเยือนหา
อ้างว้างค้างดวงหน้าดั่งเมฆาพร่าดวงเดือน

๐๐ยามร้างห่างไกลรักอกกระอักจักย้ำเตือน
ตอกซ้ำความปนเปื้อนกระจายเกลื่อนเคลื่อนในทรวง
ความท้อความถดถอยทีละน้อยค่อยคืบล่วง
ให้รักหักทั้งดวงเช่นสายบ่วงควงบาดคา

๐๐มองดาวเหมาทึกทักว่าเราจักเอื้อมไขว่คว้า
แท้จริงสิ่งลวงตาแค่มายาล่อลวงจินต์
ทำได้เพียงแค่มองกับเสียงร้องก้องถวิล
ยามใจใกล้ดับสิ้นไร้แม้กลิ่นรักอาวรณ์

๐๐สุดท้ายเหลือเพียงฝันเฝ้ารำพันปั้นหลอกหลอน
ขาดทรวงห่วงอาทรพาริดรอนก่อนจากจาง
ฝากดาวแลเดือนจ้าเก็บน้ำตาคราอ้างว้าง
ให้คนเคยเคียงข้างที่ทิ้งขว้างอย่างเย็นชา....
(เมฆา :klonthaiclub.com)

เป็นไออุ่นกรุ่นซบตลบตระหนัก เอิบอบอวลล้วนรักสลักเสลา

เป็นไออุ่นกรุ่นซบตลบตระหนัก
เอิบอบอวลล้วนรักสลักเสลา
พร่างประไพไออิ่มพรมพริ้มเพรา
ลิ่วสล้างบางเบา ดุจบรรณบิน

ดั่งโลกเอื้อมเลื่อมเรื่อโอบเอื้ออ่อน
สีทันดรผ่อนศิริรอบศิขิน
แม้สุเมรุเอนราบลงทาบดิน
ก็หาสิ้นกลิ่นไกลจากไอเดิม

ขอกุศลผลพลอยแต่น้อยนิด
กับสฤษฎ์นิมิตหนุนเศษบุญเสริม
แม้ธุลีคลี่ขวางจะห่างเติม
มิอาจเพิ่มเพียงยั้งก็ยังดี

อย่าเหือดไร้ไห้โรยระโหยโลก
ร่ายโศรกโศกเนืองเป็นเมืองผี
ทาบหม่นเทาเศร้าทบกลบขจี
เหมือดชีวิตปลิดพลี บนเพลงพาล

แล้วจะอยู่อย่างไรใจมนุษย์
เมื่อไออุ่นสุญสุด สิ้นประสาน
ก็รักหายวายนั้นแต่วันวาน
บนเกลียดชังฉาบฉานวิญญาณชน

แหละเมื่อรักเลิศหลากเกิดจากให้
ชังกลับใช้ใจหวงบนห้วงผล
จะยอมร้อนรนเร่าเศร้าทุรน
หรือเอมอุ่นอาบอลบนใจรัก ฯ

(พรายม่าน:กลอนชนะเลิศ เดือน มิ.ย.54)


พิษรัก…แรงเหงา

๑ วิเวกว้างร้างรอนซ่อนความเหงา
ฟ้าสีเทาหม่นหมองมองหวั่นหวาม
พายุใหญ่ไหวสืบคืบคุกคาม
โอนเอนตามอารมณ์ตรมติดตรึง

๒ ให้โหยหาห้วงรักพาพักจิต
คนเคยคิดคบอยู่สู่ความถึง
ร่างรอนแรมรักห่างอ้างคำนึง
ซ่านทรวงซึ้งซับอกระทกครวญ

๓ เหมือนมืดมิดหม่นหมางไร้ทางคู่
ยามยืนอยู่ยังยินเพลงพิณหวน
สั่งโศกสารสอดส่ายร่ายเรรวน
จากเจ็บจวนจำจรรอนลาไกล

๔ ขาดคนคู่เคียงข้างร้างรอยรัก
โรยรินทักทาบทอถ่อทางไถ
เพียงพบเพื่อพลัดพรากจากจินต์ใจ
เจ็บจางใสสู่สินธุ์สุดสิ้นทรวง

๕ คู่เคียงเคยเชยชมล่มหรือรอด
จากใจจอดทิ้งทวนหวนให้หวง
หมองหม่นไหม้ไร้คู่รู้รักลวง
ขาดคนควงเลยเหงาเจ่าจองจำ

๖ ฤๅรักรอดรักร้างลางล่วงรู้
ขอคอยคู่เคียงคบขบคิดขำ
ร้อยเรื่องราวเรียงรายรักร่ายรำ
โชยชื่นฉ่ำช่อชู้ชูชิดเชยฯ

โดย วิศว(กรรม)กร กลอนชนะเลิศประกวดบ้านกลอนไทย เดือน ก.ย.2554


สุข-ทุกข์-ท่วม-รวมใจไทย


ท่ามแผ่นผืน คืนวัน สรรค์ชีวิต
เราลิขิต สิทธิ์สู้ สู่จุดหมาย
ต่างเติมฝัน มั่นมุ่ง เสกรุ้งพราย
ต่างปีนป่าย สายสร้าง อย่างเสรี

มีรอยยิ้ม อิ่มอาบ ให้ซาบซึ้ง
ในคำนึง พึ่งพา ภาพวิถี
ยังอบอุ่น หนุนค่า สามัคคี
ทุกถิ่นที่ ทั้งผอง พี่น้องไทย

เช่นนี้เล่า! เก่าก่อน จะร้อนหนาว
ในเรื่องราว ลำเค็ญ เซ่น- สมัย
ป่าปิดเมือง เนืองหนุน สมดุลย์ใด
เหตุปัจจัย ให้ผืนหล้า บ่านที

โอบอุ้ม จะรุมร้าย หมายขย้ำ
โถมกระหน่ำ น้ำหลาก พรากวิถี
พลัดถิ่นฐาน โถมทุกข์ สุขเคยมี
มาบัดนี้ กี่พลีแล้ว ระทมทน

ใยแผ่นดิน ร้องไห้ เป็นสายน้ำ
ย่ำนิยาม สยามยิ้ม ลิ้มรอยหม่น
ขอวิงวอน พรจากฟ้า มาดาลดล
เภทภัยพ้น ผ่านล่วง ทั้งปวงพลัน

เถิด..อย่าท้อ รอจำนน จนใจสู้
อย่าหยุดอยู่ อย่างสิ้นหวัง นั่งหวาดหวั่น
อย่าอ่อนแอ แพ้พ่าย สิ้นสายฝัน
ยังมีวัน วาดฟ้า ดาราพราย

ปลอบโยน ยามยากไร้ ให้แรงหวัง
ให้กำลัง ยังใจอยู่ หารู้หาย
ฝ่าชะตา ท้าทน ที่ทักทาย
ผ่านภัยร้าย ได้ด้วยไทย ไม่ทิ้งกัน

แรงใฝ่ดี ที่เกื้อกูล จะพูนเพิ่ม
มาสร้างเสริม เติมใจ ไร้ขีดขั้น
ร้อยรวมไทย ด้วยหัวใจ ใฝ่ถึงกัน
ร้อยผูกพัน ผ่านลมพา..ว่าห่วงใย

(กลอนชนะเลิศการประกวดประจำเดือน พ.ย. 54 โดย “ธรรมดา” klonthaiclub.com)


Advertising


กดปุ่มด้านล่างเพื่ออ่านกลอนหน้าถัดไป