ไม่ว่าวันไหน….ไม่ต่างกัน

…เคยคิดว่าคงต้องเสีย…น้ำตา…
และผ่านคืนนี้อย่างเหว่ว้า….อ่อนไหว
คงเหงาเหมือนทุกที…ในค่ำคืนนี้…วาเลนไทน์
แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป…เพียงเธอกอดฉันไว้…อยู่ข้างกัน

…และเมื่อเวลา…ผ่านพ้น…
วันวาเลนไทน์ที่ทุกข์ทน….กลับอุ่นหวาน
แค่เธอจับมือไว้….ไม่ว่าวันไหน…ไม่ต่างกัน
เมื่อหัวใจยังผูกพัน…วันแห่งความรักนั้น…คือทุกนาที…

โดย ฌลา ประกวดกลอนวาเลนไทน์ 2556 klonthaiclub.com

ฟากฟ้า…ฝั่งทะเล

เมื่อตำนานความรักเหงา – เหงา
กับกลายเป็นเรื่องเล่า…ทะเล ฟากฟ้า
สิ่งทั้งสองเคยครองรักกัน…เมื่อนานมา
แต่ด้วยความอิจฉาของพสุธา…จับแยกกัน
–  –  –  –  –  –  –
ฟากฟ้า และ ท้องทะเล…ยังคงเป็นสีคราม
แสดงออกถึงความรักที่งอกงามในใจนั้น
ห่างกันสุดฟากฟ้า…ฝั่งทะเล…ยังมั่นคงผูกพัน
” รัก ” ที่จริงใจนั้น…อย่าวัดกันที่ระยะทาง
–  –  –  –  –  –  –
เมื่อฝั่งทะเล…คิดถึงซึ่งฟ้าไกล
น้ำจะก่อระเหยเป็นไอแทนความอ้างว้าง
ฟากฟ้า…รับรู้ได้ถึงสายใยบาง – บาง
สายฝนไหลมาเป็นทาง…ลบความอ้างว้างให้ทะเล
–  –  –  –  –  –  –
ถึงแม้เรื่องจริงเส้นขนาน…ไม่เคยบรรจบ
แต่รักของเราไม่ติดลบ…ไม่หันเห
อย่างน้อยยังเคียงคู่…ฟากฟ้า…ฝั่งทะเล
แค่นิทานกล่อมเห่…แต่ มั่นคง ไม่ไขว้เขว…ดั่งใจคน

lookgaow (ชุมชนคนบ้ากลอน) กลอนชนะเลิศ ต.ค.51

คุกเข่าลง…ตรงผืน…แผ่นดินนี้

…คุกเข่าลง…ตรงผืน…แผ่นดินนี้
สองมือที่…บรรจง…กราบลงนั่น
ซบหน้าทาบ…อาบอุ่น…หนุนชีวัน
คือคำมั่น…กตัญญู…รู้พระคุณ

…จะตามรอย…ร้อยพจน์…บทวิถี
กานท์กวี…เอื้อองค์…ผู้ทรงหนุน
จะยึดมั่น…สรรถ้อย…คอยค้ำจุน
หวังต่อทุน…เทิดก่อ…เพื่อพ่อไทย…

บ้านนี้ไม่มีเหงา

แสนสำราญ บ้านนี้ ไม่มีเหงา
เพราะมีเจ้า เย้ายวน ครวญอักษร
ล้วนมากมิตร ชิดหวาน จารสุนทร
บรรเลงกลอน อ้อนล้อม ขับกล่อมใจ

มนต์กวี มีมาก ช่างหลากรส
เสกสะกด พจน์งาม ให้หวามไหว
ถึงเหนื่อยล้า คราเหงา สักเท่าใด
พักปล่อยใจ ใส่กลอน ถอนวิญญาณ

หลายสำนวน ครวญคร่ำ รำพันซึ้ง
ช่างตราตรึง ถึงทรวง สุดห้วงหวาน
บางเรื่องราว วาวเด่น เช่นนิทาน
ให้เบิกบาน สานศิลป์ จินตนา

บ้างล้ำบท รสธรรม นำดวงจิต
ได้ตรองคิด พิศทุกข์ สุขตัณหา
หลายคำกลอน สอนเสริม เติมปัญญา
ด้วยภาษา สุภาษิต มิตรสุนทร

อยู่บ้านนี้ ดีสุด ใจหยุดเหงา
เพราะมีเงา เจ้าพร่ำ ฉ่ำเคียงหมอน
ขอฝากทรวง ดวงหวาน แนบบ้านกลอน
ชมอักษร ผ่อนจิต ก่อนนิทรา

โดย ดุลย์ สิ้นละมุน ชนะเลิศประกวดกลอนเดือน ส.ค.55

รำลึกคุณมารดา (กลอนชนะเลิศประกวด กค.55)

ให้โอกาสลืมตามาดูโลก
ปัดเป่าโศกและทุกข์ป้อนสุขศานติ์
รักที่สุดห่วงหวงดั่งดวงมาน
ป้องภัยพาลให้ลูกทุกวันคืน

ยามมีครรภ์อึดอัดและขัดข้อง
ตัวแม่ต้องลำบากก็ทนฝืน
จะกิน นอน เดิน นั่ง หรือลุกยืน
ใจแม่ตื่นระวังทุกครั้งคราว

เคยไปไหนมาไหนไม่ลำบาก
นึกคิดอยากได้อะไรเมื่อวัยสาว
พอตั้งท้องแม่ตัดทุกเรื่องราว
“สองมือ-เท้า” เพื่อจอมขวัญแต่นั้นมา

แทบสิ้นใจในวันให้กำเนิด
ความอดทนเป็นเลิศหนอแม่จ๋า
เจ็บปวดกายเพียงใดไม่นำพา
ขอเพียงให้ลูกยา รอดปลอดภัย

แม่เฝ้าปลอบคราลูกยังแบเบาะ
เสียงเสนาะไพเราะกังวานใส
“นอนเสียเถิด ลูกจ๋า อย่าตกใจ
มีแม่อยู่ใกล้ใกล้ ไม่ต้องกลัว”

กินไม่อิ่ม นอนไม่พอ ก็ไม่บ่น
บางวันทุกข์เหลือทนจนปวดหัว
แอบไปนั่งร้องไห้อยู่ในครัว
หลบลูกผัวกลัวเขาลำบากใจ

สองมือแม่ประคองสองมือลูก
สัมพันธ์ผูก รักมั่น มิหวั่นไหว
สองตาแม่แลตาลูกปลูกห่วงใย
หนึ่งดวงใจเพื่อจอมขวัญนิรันดร

จากต้วมเตี้ยมเตาะแตะจนตัวโต
จบป.ตรี ป.โท แม่ยังสอน
“จงขยันหมั่นศึกษาอย่ามัวนอน
ลำบากก่อนค่อยสบายเมื่อภายหลัง”

แม่จ๋า..ที่ลูกมีวันนี้ได้
เพราะฝึกใจทำตามคำแม่สั่ง
บวกกับรักแม่ให้เป็นพลัง
ลูกจึงก้าวถึงฝั่งแห่งความฝัน

ขอบพระคุณอุ่นในหัวใจรัก
ซึ้งประจักษ์รักแท้ที่แม่ปั้น
ทั้งเดือนทั้งปีทั้งชีวัน
ขอกำนัลคุณแม่ด้วยความดี
(โดย ส.เชื้อจันทร์ ประกวดกลอนเดือน ก.ค.55)

จุดหมายหรือค่ายกล ของคนฝัน

เจิดแจรงแสงพราวเหนือราวฟ้า
ประหนึ่งทิพขลิบ-นภาคนกล้าฝัน
คือศูนย์สมอุดมการณ์หนอนานวัน
ของระยะอนันต์แห่งฝันชน

ทะยานอยากมากเหลือทุกเมื่อหนอ
พยายามหามห่อถึงช่อผล
เหตุปัจจัยไหวติงก็ยิ่งทน
ด้วยอยากยลหนหาวสกาวนี้

บ้างถึงฝั่งหวังวาดนิราศสม
ได้โชยชมห่มหุ้มประชุมศรี
เหมือนเวทมนตร์ผลผายประกายมี
แจ่มแจ้งแสงรุจี…นาทีทอง

ได้เริงรื่นชื่นนักเป็นลักษณ์รูป
แล้วเสพสูบลูบฝันสุวรรณผ่อง
โอ้ที่หมายป่ายถึงพาผึ่งพอง
ได้กระหยิ่มยิ้มย่องสมปองปู

มีไม่น้อยห้อยฝันหลายวันลับ
ไม่เคยจับทับฝันสวรรค์หรู
เพียงเฝ้าฝากอยากยลและทนดู
แลทนสู้อยู่ร่มอุดมการณ์

นี่คือความลุ่มลึกให้ฝึกคิด
ก่อนประดิษฐ์จิตฝันบรรทัดฐาน
ต้องรู้รอบกรอบฝันแล้วสันธาน
ก่อนที่ฝันนับล้านประหารเรา

(โดย ดาวระดา กลอนชนะเลิศประกวดกลอนเดือน มิ.ย.55)